Category สุขภาพทั่วไป

โรคทางตา

โรคทางตา
โรคทางตาเหมือนเป็นโรคยอดฮิตอีกโรคของคนในยุคปัจจุบันนี้ เพราะมันยากใช่ไหม ที่จะละสายตาไปจากจอด้วย อย่างไรก็ตามควรดูแลสุขภาพดวงตาของคุณให้ดี ถ้าไม่อยากจะสูญเสียการมองเห็น การตรวจสุขภาพดวงตาประจำปีจึงสำคัญมาก เพื่อจะได้ดูแลรักษาได้ถูกทาง และคาดดาการเจ็บป่วยของดวงตาล่วงหน้า และรับมือได้ทัน

1. โรคกระจกตาย้วย หรือกระจกตาโก่ง
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างภายในกระจกตา ทำให้กระจกตาบาง และโก่งออก ส่งผลให้การมองเห็นผิดปกติ มีสายตาสั้น สายตาเอียง ความสามารถในการมองเห็นลดลง มีการสันนิษฐานว่าโรคดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากอะไรที่ไหนเพียงแต่เกิดจากการขยี้ตามากๆ โดยส่วนใหญ่จะพบที่คนอายุน้อยๆ และเป็นมากขึ้นแบบชัดเจนเมื่ออายุ 20 – 39 ปี ในบางรายอาจใช้เวลาหลายสิบปีจึงจะมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ควรทำการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ เพราะจะทำให้โรคดำเนินมากขึ้น

2. โรคต้อหิน
เกิดขึ้นกับเส้นประสาทตา ซึ่งเชื่อมระหว่างดวงตา และสมอง หากความดันภายในตาสูงกว่าระดับที่เส้นประสาทตาสามารถรับได้จะทำให้ใยเส้นประสาทตาถูกทำลาย และบริเวณนั้นก็จะตายไป ส่งผลกระทบต่อดวงตา คือ มองเห็นได้แคบลง และแคบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งร้ายแรงถึงขนาดมองไม่เห็น และตาบอดในที่สุด ต้อหิน แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่มีอาการ และ ไม่มีอาการ
• ประเภทมีอาการ
ต้อหินประเภทมีอาการจะเรียกอีกอย่างว่าต้อหินชนิดมุมปิด เกิดจากความดันภายในตาสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน อาการที่จะเกิดขึ้น คือ เริ่มปวดตา ตาแดง ตามัว คลื่นไส้ อาเจียน ต้องรีบพบจักษุแพทย์ อย่างเร่งด่วนเพื่อรักษาให้ทัน

• ประเภทไม่มีอาการ
ต้อหินประเภทไม่มีอาการหรือที่เรียกว่าต้อหินชนิดมุมเปิด ในช่วงแรกจะไม่มีปัญหาในการมองเห็นเลย เนื่องจากบริเวณที่มองไม่เห็นอยู่บริเวณขอบๆ ภาพเท่านั้น จึงควรตรวจเช็คสุขภาพตา และได้รับการรักษาตั้งแต่ยังเป็นน้อยๆ

อย่างไรก็ โรคต้อหินนั้นพบว่ามีความเสี่ยงทางพันธุกรรม คือ หากมีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องเคยเป็น และเราที่มีลักษณะของลูกตาแบบที่มีแนวโน้มที่จะเกิดเป็นต้อหินได้ในอนาคต ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องได้รับการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง

ปวดศีรษะไมเกรน ไม่ต้องพึ่งยาก็บรรเทาได้

อาการปวดศีรษะไมเกรนถ้าใครไม่เคยเจอกับตัวเอง หรือไม่ได้เป็นโรคนี้คงไม่รู้สึกถึงความทรมานของมัน บางคนอาการรุนแรงมากถึงขั้นทำอะไรไม่ได้เลยต้องพักรักษาตัว ทั้งหยุดเรียน ลางาน ส่งผลทั้งทายกายและจิตใจ ไมเกรนนี่เป็นตัวร้ายของใครหลายๆ คน จริงๆ

สาเหตุของอาการไมเกรนกำเริบอาจจะเกิดจากการกระตุ้นเหล่านี้ เช่น การนอนดึก นอนน้อย นอนมากเกินไป หรือความเครียดสะสม หรือแม้กระทั่งอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม อาจจะแสงจ้า กลิ่นฉุนกลิ่นเหม็น ฝุ่นควัน อากาศร้อน-เย็น แม้กระทั่งอาหารการกินก็ควรระวังหากทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีไทรามีนสูง คาเฟอีน แอลกอฮอล์ อาหารหมักดอง อาหารที่แปรรูปต่าง ๆ ก็อาจะกระตุ้นให้ปวดหัวไมเกรนได้ ทั้งนี้การรักษาที่คุ้นเคยเพื่อระงับอาการก็คงหนีไม่พ้นการทานยา แต่ทราบหรือไม่ว่ายังมีวิธีรักษาไมเกรนแบบที่ไม่ต้องพึ่งยาซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับใครหลาย ๆ คน ดังนี้

• บำบัดด้วยความร้อน-ความเย็น สามารถทำได้แม้อยู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็น การอาบน้ำร้อน-น้ำเย็นสลับกันไปมาประมาณ 5 นาที หรือพึ่งสมุนไพรด้วยการประคบร้อนที่ท้ายทอย-ประคบเย็นที่หน้าผาก สลับกันทุก ๆ 2-3 นาที

• นวดกดจุด กดบริเวณที่เป็นเนินเนื้อระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ ต่อมาเป็นการกดจุดบริเวณเท้า ใช้นิ้วกดบริเวณเนื้อที่อยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้โดยกดไปในทิศทางเข้าหาฝ่าเท้า ตำแหน่งสุดท้ายบริเวณคอด้านบน ใช้นิ้วกดไปในทิศทางย้อนขึ้นไปทางใต้กะโหลกศีรษะข้าง ๆ กระดูกต้นคอ

• อาหารการกินที่มีประโยชน์ต่อคนเป็นไมเกรน คือ พวกถั่วต่าง ๆ ผักใบเขียว เก๊กฮวย อาหารที่มีวิตามินบี ธาตุเหล็ก น้ำมันปลาที่มีกรดโอเมก้า 3 เป็นต้น จะช่วยบรรเทาอการปวดศีรษะลงได้

• นอนหลับพักผ่อน เพราะการนอนพักผ่อนจะช่วยให้ระบบเส้นเลือดและระบบกล้ามเนื้อมีการคลายตัวลดเกร็ง ทำให้อาการปวดศีรษะบรรเทาลงได้

• รักษาด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ HBO อันนี้ต้องเป็นตามสถานพยาบาลต่างๆ ที่มีห้องสำหรับปรับบรรยากาศ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถสูดหายใจเข้ารับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้หลอดเลือดสมองหดตัว ทำให้การไหลเวียนเลือดในสมองลดลง แต่มีการเพิ่มของออกซิเจนในสมองมากขึ้น มีผลต่อเส้นทางและสารสื่อประสาท ทำให้ลดอาการปวดศีรษะไมเกรนลงได้ เป็นทางเลือกที่มีความปลอดภัย โดยคนไข้จะได้รับการรักษาและการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตลอดการรักษา

อาร์ติโชก (Artichoke)สมุนไพรบำรุงตับเพื่ออาการเจ็บป่วยของตับโดยเฉพาะ

อาร์ติโชก (Artichoke) สมุนไพรรักษาอาการเจ็บป่วยของตับ    

อาร์ติโชก พืชวงศ์เดียวกันกับต้นทานตะวัน มีลักษณะดอกทรงกลมและเรียว  ประกอบด้วยกลีบมีเขียวเรียงซ้อนๆกัน คล้ายกับดอกบัวตอนพับกลีบ โดยดอกของอาร์ติโชกจะอยู่บริเวณใจกลางของดอก

เกษตรกรส่วนใหญ่จะจะเก็บดอกของอาร์ติโชกก่อนที่กลีบเลี้ยงจะบานเผยให้เห็นดอกจริงที่ซ่อนอยู่ข้างใน ส่วนใหญ่จะนำไปทำอาหารโดยตัดส่วนรอบๆที่แข็งออกให้หมด สามารถกินได้ทั้งสดและปรุงสุก นำไปต้มหรือนึ่งก็ได้ จิ้มกับเนย หรือมายองเนส หรือจะเป็นน้ำจิ้มอื่นๆ สามารถนำไปทำเป็นสลัดได้อีกด้วย กลีบเลี้ยงของอาร์ติโชกจะประกอบไปด้วยเส้นใยอินูลีน เป็นสารกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์ ที่ช่วยในการย่อยอาหาร ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ เหมาะสำหรับคนที่เป็นเบาหวาน มีสารที่ช่วยล้างสารพิษในร่างกายที่ชื่อว่าไซนาริน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการล้างสารพิษในร่างกาย ผู้ที่กินยารักษาโรคติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือใครที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลอยู่ ก็จะมีไตรกลีเซอไรด์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ไม่มีผลต่อตับอีกทั้งยังไม่มีผลอันตรายต่อตับเหมือนยาลดไขมันแบบธรรมชาติ ช่วยลดการเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร แก้อาหาร ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อได้อีกด้วย

สรรพคุณในการรักษาที่มากมาย ทำให้อาร์ติโชก ได้รับความนิยมจากทั่วทุกมุมโลกที่จะนำมาประกอบเป็นอาหารหรือใช้ทำเป็นยา Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ ตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ สมัยกรีก จะรับประทานเพื่อให้เจริญอาหาร คนยุโรปจะใช้เป็นยารักษาแก้ท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อย โรคดีซ่านและโรคตับ คนญี่ปุ่นจะใช้แก้ท้องอื่น ช่วยในการขับถ่าย แน่นท้องจากการบริโภคเนื้อสัตว์และอาหารชนิดอื่นๆที่ให้ไขมันสูงกว่าความจำเป็นต่อร่างกาย คนบราซิลจะใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคตับ โรคโลหิตจางและเบาหวาน โรคเกาท์ ส่วนประเทศไทยบ้านเราจะนำมารับประทานเพื่อบำรุงสุขภาพ ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักอาร์ติโชคซักเท่าไหร่ แต่หลังๆมานี้เริ่มมีจำหน่ายในรูปแบบ และเป็นส่วนผสมสำคัญต่างๆ อาจจะถูกผสมไว้ในยาปฏิชีวินะ หรือสมุนไพรชนิดเม็ดอีกด้วย