All posts by admin

โรคทางตา

โรคทางตา
โรคทางตาเหมือนเป็นโรคยอดฮิตอีกโรคของคนในยุคปัจจุบันนี้ เพราะมันยากใช่ไหม ที่จะละสายตาไปจากจอด้วย อย่างไรก็ตามควรดูแลสุขภาพดวงตาของคุณให้ดี ถ้าไม่อยากจะสูญเสียการมองเห็น การตรวจสุขภาพดวงตาประจำปีจึงสำคัญมาก เพื่อจะได้ดูแลรักษาได้ถูกทาง และคาดดาการเจ็บป่วยของดวงตาล่วงหน้า และรับมือได้ทัน

1. โรคกระจกตาย้วย หรือกระจกตาโก่ง
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างภายในกระจกตา ทำให้กระจกตาบาง และโก่งออก ส่งผลให้การมองเห็นผิดปกติ มีสายตาสั้น สายตาเอียง ความสามารถในการมองเห็นลดลง มีการสันนิษฐานว่าโรคดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากอะไรที่ไหนเพียงแต่เกิดจากการขยี้ตามากๆ โดยส่วนใหญ่จะพบที่คนอายุน้อยๆ และเป็นมากขึ้นแบบชัดเจนเมื่ออายุ 20 – 39 ปี ในบางรายอาจใช้เวลาหลายสิบปีจึงจะมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ควรทำการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ เพราะจะทำให้โรคดำเนินมากขึ้น

2. โรคต้อหิน
เกิดขึ้นกับเส้นประสาทตา ซึ่งเชื่อมระหว่างดวงตา และสมอง หากความดันภายในตาสูงกว่าระดับที่เส้นประสาทตาสามารถรับได้จะทำให้ใยเส้นประสาทตาถูกทำลาย และบริเวณนั้นก็จะตายไป ส่งผลกระทบต่อดวงตา คือ มองเห็นได้แคบลง และแคบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งร้ายแรงถึงขนาดมองไม่เห็น และตาบอดในที่สุด ต้อหิน แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่มีอาการ และ ไม่มีอาการ
• ประเภทมีอาการ
ต้อหินประเภทมีอาการจะเรียกอีกอย่างว่าต้อหินชนิดมุมปิด เกิดจากความดันภายในตาสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน อาการที่จะเกิดขึ้น คือ เริ่มปวดตา ตาแดง ตามัว คลื่นไส้ อาเจียน ต้องรีบพบจักษุแพทย์ อย่างเร่งด่วนเพื่อรักษาให้ทัน

• ประเภทไม่มีอาการ
ต้อหินประเภทไม่มีอาการหรือที่เรียกว่าต้อหินชนิดมุมเปิด ในช่วงแรกจะไม่มีปัญหาในการมองเห็นเลย เนื่องจากบริเวณที่มองไม่เห็นอยู่บริเวณขอบๆ ภาพเท่านั้น จึงควรตรวจเช็คสุขภาพตา และได้รับการรักษาตั้งแต่ยังเป็นน้อยๆ

อย่างไรก็ โรคต้อหินนั้นพบว่ามีความเสี่ยงทางพันธุกรรม คือ หากมีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องเคยเป็น และเราที่มีลักษณะของลูกตาแบบที่มีแนวโน้มที่จะเกิดเป็นต้อหินได้ในอนาคต ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องได้รับการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง

ปวดศีรษะไมเกรน ไม่ต้องพึ่งยาก็บรรเทาได้

อาการปวดศีรษะไมเกรนถ้าใครไม่เคยเจอกับตัวเอง หรือไม่ได้เป็นโรคนี้คงไม่รู้สึกถึงความทรมานของมัน บางคนอาการรุนแรงมากถึงขั้นทำอะไรไม่ได้เลยต้องพักรักษาตัว ทั้งหยุดเรียน ลางาน ส่งผลทั้งทายกายและจิตใจ ไมเกรนนี่เป็นตัวร้ายของใครหลายๆ คน จริงๆ

สาเหตุของอาการไมเกรนกำเริบอาจจะเกิดจากการกระตุ้นเหล่านี้ เช่น การนอนดึก นอนน้อย นอนมากเกินไป หรือความเครียดสะสม หรือแม้กระทั่งอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม อาจจะแสงจ้า กลิ่นฉุนกลิ่นเหม็น ฝุ่นควัน อากาศร้อน-เย็น แม้กระทั่งอาหารการกินก็ควรระวังหากทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีไทรามีนสูง คาเฟอีน แอลกอฮอล์ อาหารหมักดอง อาหารที่แปรรูปต่าง ๆ ก็อาจะกระตุ้นให้ปวดหัวไมเกรนได้ ทั้งนี้การรักษาที่คุ้นเคยเพื่อระงับอาการก็คงหนีไม่พ้นการทานยา แต่ทราบหรือไม่ว่ายังมีวิธีรักษาไมเกรนแบบที่ไม่ต้องพึ่งยาซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับใครหลาย ๆ คน ดังนี้

• บำบัดด้วยความร้อน-ความเย็น สามารถทำได้แม้อยู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็น การอาบน้ำร้อน-น้ำเย็นสลับกันไปมาประมาณ 5 นาที หรือพึ่งสมุนไพรด้วยการประคบร้อนที่ท้ายทอย-ประคบเย็นที่หน้าผาก สลับกันทุก ๆ 2-3 นาที

• นวดกดจุด กดบริเวณที่เป็นเนินเนื้อระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ ต่อมาเป็นการกดจุดบริเวณเท้า ใช้นิ้วกดบริเวณเนื้อที่อยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้โดยกดไปในทิศทางเข้าหาฝ่าเท้า ตำแหน่งสุดท้ายบริเวณคอด้านบน ใช้นิ้วกดไปในทิศทางย้อนขึ้นไปทางใต้กะโหลกศีรษะข้าง ๆ กระดูกต้นคอ

• อาหารการกินที่มีประโยชน์ต่อคนเป็นไมเกรน คือ พวกถั่วต่าง ๆ ผักใบเขียว เก๊กฮวย อาหารที่มีวิตามินบี ธาตุเหล็ก น้ำมันปลาที่มีกรดโอเมก้า 3 เป็นต้น จะช่วยบรรเทาอการปวดศีรษะลงได้

• นอนหลับพักผ่อน เพราะการนอนพักผ่อนจะช่วยให้ระบบเส้นเลือดและระบบกล้ามเนื้อมีการคลายตัวลดเกร็ง ทำให้อาการปวดศีรษะบรรเทาลงได้

• รักษาด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ HBO อันนี้ต้องเป็นตามสถานพยาบาลต่างๆ ที่มีห้องสำหรับปรับบรรยากาศ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถสูดหายใจเข้ารับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้หลอดเลือดสมองหดตัว ทำให้การไหลเวียนเลือดในสมองลดลง แต่มีการเพิ่มของออกซิเจนในสมองมากขึ้น มีผลต่อเส้นทางและสารสื่อประสาท ทำให้ลดอาการปวดศีรษะไมเกรนลงได้ เป็นทางเลือกที่มีความปลอดภัย โดยคนไข้จะได้รับการรักษาและการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตลอดการรักษา

อาร์ติโชก (Artichoke)สมุนไพรบำรุงตับเพื่ออาการเจ็บป่วยของตับโดยเฉพาะ

อาร์ติโชก (Artichoke) สมุนไพรรักษาอาการเจ็บป่วยของตับ    

อาร์ติโชก พืชวงศ์เดียวกันกับต้นทานตะวัน มีลักษณะดอกทรงกลมและเรียว  ประกอบด้วยกลีบมีเขียวเรียงซ้อนๆกัน คล้ายกับดอกบัวตอนพับกลีบ โดยดอกของอาร์ติโชกจะอยู่บริเวณใจกลางของดอก

เกษตรกรส่วนใหญ่จะจะเก็บดอกของอาร์ติโชกก่อนที่กลีบเลี้ยงจะบานเผยให้เห็นดอกจริงที่ซ่อนอยู่ข้างใน ส่วนใหญ่จะนำไปทำอาหารโดยตัดส่วนรอบๆที่แข็งออกให้หมด สามารถกินได้ทั้งสดและปรุงสุก นำไปต้มหรือนึ่งก็ได้ จิ้มกับเนย หรือมายองเนส หรือจะเป็นน้ำจิ้มอื่นๆ สามารถนำไปทำเป็นสลัดได้อีกด้วย กลีบเลี้ยงของอาร์ติโชกจะประกอบไปด้วยเส้นใยอินูลีน เป็นสารกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์ ที่ช่วยในการย่อยอาหาร ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ เหมาะสำหรับคนที่เป็นเบาหวาน มีสารที่ช่วยล้างสารพิษในร่างกายที่ชื่อว่าไซนาริน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการล้างสารพิษในร่างกาย ผู้ที่กินยารักษาโรคติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือใครที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลอยู่ ก็จะมีไตรกลีเซอไรด์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ไม่มีผลต่อตับอีกทั้งยังไม่มีผลอันตรายต่อตับเหมือนยาลดไขมันแบบธรรมชาติ ช่วยลดการเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร แก้อาหาร ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อได้อีกด้วย

สรรพคุณในการรักษาที่มากมาย ทำให้อาร์ติโชก ได้รับความนิยมจากทั่วทุกมุมโลกที่จะนำมาประกอบเป็นอาหารหรือใช้ทำเป็นยา Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ ตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ สมัยกรีก จะรับประทานเพื่อให้เจริญอาหาร คนยุโรปจะใช้เป็นยารักษาแก้ท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อย โรคดีซ่านและโรคตับ คนญี่ปุ่นจะใช้แก้ท้องอื่น ช่วยในการขับถ่าย แน่นท้องจากการบริโภคเนื้อสัตว์และอาหารชนิดอื่นๆที่ให้ไขมันสูงกว่าความจำเป็นต่อร่างกาย คนบราซิลจะใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคตับ โรคโลหิตจางและเบาหวาน โรคเกาท์ ส่วนประเทศไทยบ้านเราจะนำมารับประทานเพื่อบำรุงสุขภาพ ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักอาร์ติโชคซักเท่าไหร่ แต่หลังๆมานี้เริ่มมีจำหน่ายในรูปแบบ และเป็นส่วนผสมสำคัญต่างๆ อาจจะถูกผสมไว้ในยาปฏิชีวินะ หรือสมุนไพรชนิดเม็ดอีกด้วย

โรคความดันโลหิตสูง ภัยร้ายของคนในยุคปัจจุบัน

ความดันโลหิตสูง (Hypertension / High Blood Pressure) หรือที่นิยมเรียกกันง่ายๆ ว่า ความดันสูง เป็นปัญหาสุขภาพที่รบกวนใจคนจำนวนมาก จะบอกว่าป่วยก็ไม่เชิง ไม่ป่วยก็ไม่ใช่ จนได้รับสมญานามว่า “ฆาตกรเงียบ”

เพราะว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง มักไม่มีการแสดงอาการอะไรออกมาเลย แต่ถึงภายนอกจะดูปกติ ทว่า อวัยวะภายในร่างกายของผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง กลับกำลังถูกทำลายลงอย่างช้าๆ

ความดันโลหิตสูง คืออะไร เกิดจากอะไร?
เมื่อผนังหลอดเลือดแดงของเราหนาขึ้น จากการที่มีไขมันที่ไม่ดีไปเกาะตัวอยู่ จะทำให้ช่องทางในการส่งเลือดจากหัวใจไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ เล็กลง ทำให้ส่งเลือดได้น้อยลง และเพื่อให้ยังสามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามปกติ หัวใจของเราจึงต้องเพิ่มแรงดันในเลือดให้มากขึ้น เพื่อให้เลือดสามารถไหลผ่านช่องเล็กๆ แคบๆ เหล่านี้ไปได้ แรงดันในการส่งเลือดที่เพิ่มขึ้นนี่เอง ที่เรียกกันว่า ความดันโลหิตสูง

สภาวะเช่นนี้ จะทำหัวใจของเราต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา และส่งผลให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ผิดปกติไปอีกด้วย และเมื่อร่างกายแบกรับความผิดปกตินี้ไม่ไหวอีกแล้ว ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่างๆ ก็จะปรากฏตัวออกมาให้ได้เห็นกัน

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง คือ กรรมพันธุ์
หากในครอบครัวของคุณมีคนที่เป็นความดันโลหิตสูงอยู่ ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่า คุณจะเป็นความดันโลหิตสูงด้วย

นอกจากนี้ อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงก็คือ สภาพแวดล้อม หรือรูปแบบการใช้ชีวิตของเรานั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารรสจัด การอดนอน ความเครียด การดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย ต่างก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้ทั้งสิ้น

อะไรเป็นความเสียงที่มีผลช่วยเสริมทำให้ความดันโลหิตสูงได้บ้าง?

  1. มีคนในครอบครัวที่มีภาวะความดันโลหิตสูง
  2. มีไขมันในเลือดสูง (คอเลสเตอรอลสูง)
  3. มีน้ำหนักตัวที่เกินกว่าค่ามาตรฐาน
  4. ชอบสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  5. นอนดึกเป็นประจำ
  6. ชอบทานอาหาร “รสเค็ม”

ปัญหาสุขภาพที่เกิดจาก ความดันโลหิตสูง
ภาวะความดันโลหิตสูงระดับรุนแรงนั้น จะมีอาการแสดงที่ชัดเจน เช่น เลือดกำเดาไหล ตามองไม่เห็นชั่วคราว เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก เวียนหัว หรือปวดหัวตุบๆ แต่เนื่องจากอาการเหล่านี้ เป็นอาการที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงเท่านั้น จึงทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่า คุณเป็นความดันโลหิตสูงจริง หรือไม่ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจให้แน่ใจ

ในขณะเดียวกัน ภาวะความดันโลหิตสูงในระดับไม่รุนแรง จะไม่มีการแสดงความผิดปกติที่เห็นได้ชัดออกมา แต่ว่า มันก็สามารถทำให้อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายของคุณ เสื่อมสภาพลงได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่รู้ตัว และหากไม่ระวัง หรือไม่ได้มีการป้องกันที่เหมาะสม ก็อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงที่เสี่ยงต่อชีวิตของคุณได้

โดยโรคแทรกซ้อนร้ายแรงที่มีสาเหตุมาจากภาวะความดันโลหิตสูง คือ โรคในกลุ่ม NCDs หรือ non-communicable diseases หรือก็คือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค และไม่สามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ แต่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ อาหารไขมันสูง พักผ่อนไม่เพียง ขาดการออกกำลังหาย เครียดอยู่เสมอ เป็นต้น

การเกิดโรคในกลุ่ม NCDs มักจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยๆ สะสมอาการอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อมีอาการแสดงออกมา ก็รุนแรงจนแก้ไขอะไรแทบไม่ได้แล้ว และอาการของโรคจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน จึงจัดได้ว่าเป็นโรคเรื้อรังด้วยเช่นกัน

โดยตัวอย่างของโรค NCDs คือ
• โรคทางระบบหัวใจ และหลอดเลือด เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือด หัวใจวาย

• โรคหลอดเลือดสมอง

• โรคเบาหวาน

• โรคไตเรื้อรัง

• โรคอ้วนลงพุง

• โรคตับแข็ง

• โรคสมองเสื่อม

• ไตเสื่อมสมรรถภาพ

• อัมพฤกษ์ อัมพาต

วิธีรักษาโรคความดันโลหิตสูง ให้หายขาด
ต้องเริ่มทานยาความดันโลหิตสูงตามคำปรึกษาของแพทย์ เพราะ เมื่อออกกำลังกาย ความดันจะได้ไม่สูงขึ้นนั่นเอง

คุมอาหาร ลดอาหารที่ให้พลังงานลง ทั้งคาร์โบไฮเดรต และ ไขมัน โดยทานข้าวที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวสีดำพันธุ์ไรซ์เบอรี่ ข้าวกล้องงอกสีนิล ข้าวกล้อง เป็นต้น
โรคความดันโลหิตสูง ก่อให้เกิดโรคร้ายอันแสนน่ากลัวต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ใครที่เสี่ยงเป็นโรคนี้ ก็ควรรีบหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองให้ดีๆ กันด้วยนะคะ ส่วนคนที่เป็นไปแล้ว ก็ต้องยิ่งระวังมากขึ้นไปอีก เพื่อไม่ให้อาการลุกลามหนักขึ้น สิ่งสำคัญคือ อย่าลืมไปตรวจสุขภาพอยู่เสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้มีภาวะความดันโลหิตสูงซ่อนอยู่ จนทำให้ชีวิตต้องตกอยู่ในอันตรายโดยไม่รู้ตัว

ลมแดด ใครว่าเรื่องเล็ก

โรคลมแดด
นับวันอุณหภูมิโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้สภาพอากาศในประเทศไทยร้อนจัดกว่าทุกปี ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงในการเจ็บป่วยหลายโรค โรคหนึ่งที่มีคนเป็นบ่อยช่วงหน้าร้อนคือ “โรคฮีทสโตรก” หรือ “โรคลมแดด” (Heat Stroke) โรคลมแดดเริ่มมีรายงานผู้ป่วยในประเทศไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2530 จัดได้ว่าเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์อย่างแท้จริง เนื่องจากหากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัย และรักษาได้อย่างทันท่วงที ก็จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิต และความพิการลงได้อย่างมาก การป้องกันตัวเช่นหากรู้ว่าจะต้องไปทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อน ก็ควรเตรียมตัวโดยการออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ อย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ร่างกายชินกับสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม และแม้ว่าจะทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

บุคคลที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคลมแดด ได้แก่ ทหารผู้ที่เข้ารับการฝึกโดยปราศจากการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมในการเผชิญสภาพอากาศร้อน, นักกีฬาสมัครเล่น และผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น ผู้สูงอายุ เด็ก คนอดนอน คนดื่มเหล้าจัด ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งมียาที่มักเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคอุณหพาต ได้แก่ แอมเฟตามีน, โคเคน และยาที่ออกฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิก ได้แก่ ยาต้านซึมเศร้าชนิดไตรซัยคลิก, ยาต้านฮิสตามีน เป็นต้น

ลักษณะสำคัญของโรคลมแดด

1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมแดดมักมาด้วยอาการสามอย่างคือ มีไข้สูง อุณหภูมิแกนสูงกว่า 40.5 องศาเซลเซียส ระบบประสาทกลาง ทำงานผิดปกติ และไร้เหงื่อ

2. สมองท้ายซีรีเบลลัมเป็นสมองส่วนที่ไวต่อความร้อนมากที่สุด จึงอาจพบอาการโซเซได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ

3. ความผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆ ที่อาจพบ ได้แก่ plantar responses, decorticate และ decerebrate posturing, hemiplegia, status epilepticus และหมดสติ

4. สัญญาณสำคัญของโรคลมแดดคือ ไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ซึ่งต่างจากการเพลียจากแดดทั่วๆ ไป ที่จะพบว่ามีเหงื่อออกด้วย หากเกิดอาการดังกล่าวจะต้องหยุดพักทันที

สาเหตุ

1. เกิดจากความร้อนในสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่มีมากเกินไป ส่วนใหญ่เกิดในช่วงที่มีอากาศร้อน พบบ่อยในผู้ที่มีอายุมากและมีโรค เรื้อรัง มักเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง อาการที่สำคัญ คือ อุณหภุมิร่างกายสูง ไม่มีเหงื่อ

2. เกิดจากการออกกำลังที่หักโหมเกินไป มักจะเกิดในหน้าร้อนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และนักกรีฑา ผู้ป่วยประเภทนี้จะมีเหงื่อ ออก นอกจากนี้ยังพบการเกิดการสลายเซลล์กล้ามเนื้อลาย โดยจะมีอาการแทรกซ้อน ได้แก่ ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง ระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูง ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ และพบมัยโอโกลบินในปัสสาวะด้วย

อาการ

1. โรคฮีทสโตรกเป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปจนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส

2. อาการที่เบื้องต้น ได้แก่ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน วิตกกังวล สับสน ปวดศรีษะ ความดันต่ำ หน้ามืด ไวต่อ สิ่งเร้าง่าย และยังอาจมีผลต่อระบบไหลเวียน

3. อาการเพิ่มเติม ได้แก่ ภาวะขาดเหงื่อ เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว ไตล้มเหลว มีการตายของเซลล์ตับ หายใจเร็ว มีการบวมบริเวณปอดจาก การคั่งของของเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ การสลายกล้ามเนื้อลาย ช็อค

4. เกิดการสะสมของสารไฟบริน จนไปอุดตันหลอดเลือดขนาดเล็กทำให้อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทัน ท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

การช่วยเหลือเบื้องต้น

1. นำผู้มีอาการเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถอดเสื้อผ้าออก

2. ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน

3. เทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลงโดยเร็วที่สุด แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล

การดูแลรักษาผู้ป่วยที่แผนกฉุกเฉิน

1. การกู้ชีพเบื้องต้น

2. วิธีการลดอุณหภูมิกาย

การกู้ชีพเบื้องต้น

1. ในเบื้องต้นต้องให้ความเอาใจใส่กับระบบทางเดินหายใจ และระบบการไหลเวียนโลหิต รวมทั้งให้ออกซิเจนตามความเหมาะสม

2. ติดตามสัญญาณชีพอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องวัดชีพจร และออกซิเจนในเลือดชนิดอัตโนมัติ และควรติดเครื่องตรวจวัดระบบ ไหลเวียนเลือดที่แม่นยำร่วมด้วย

3. เปิดหลอดเลือดดำอย่างรวดเร็ว แต่ต้องระวังการให้สารน้ำ โดยแนะนำให้เริ่มให้สารน้ำด้วยน้ำเกลือนอร์มัล หรือสารละลายริงเกอร์ แลคเตท ประมาณ 250 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง ถ้าผู้ป่วยสูงอายุหรือมีโรคหัวใจ และหลอดเลือด ควรตรวจวัดด้วยความดันพัลโมนารี เว็ดจ์ เพื่อเป็นแนวทางในการให้สารน้ำ รวมทั้งใส่สายสวนปัสสาวะ

4. ต้องมีการตรวจวัดอุณหภูมิแกนเป็นระยะๆ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การสอดปรอทวัดอุณภูมิกายทางทวารหนักชนิดอิเลกทรอนิกส์ การ ใช้เครื่องวัดอุณหภูมิที่เป็นแก้วอาจเป็นอันตรายในผู้ป่วยที่ชักหรือมีสภาพจิตที่เปลี่ยนแปลงไปได้

วิธีการลดอุณหภูมิกาย

1. เป้าหมายของการรักษาในเบื้องต้น คือการลดอุณหภูมิแกนกายอย่างรวดเร็วให้ลงมาที่ 40 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถทำได้ด้วย การใช้วิธีทางกายภาพ การใช้ยาลดไข้มักจะไม่ได้ผล

2. การแช่ผู้ป่วยลงในน้ำเย็นเป็นข้อห้ามสัมพัทธ์ หากผู้ป่วยต้องได้รับการช็อคหัวใจ หรือใส่เครื่องตรวจวัดระบบไหลเวียนเลือด

3. ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลปกป้องทางเดินหายใจ ไม่ควรสวนล้างกระเพาะอาหารด้วยน้ำแข็ง การล้างกระเพาะอาหารด้วยน้ำผสมน้ำ แข็งอาจทำได้อย่างปลอดภัยในผู้ป่วยที่ใส่ท่อหลอดลมแล้ว

4. การทำให้เย็นด้วยการล้างช่องเยื่อบุท้องด้วยน้ำแข็ง เป็นวิธีการที่มีประสิทธิผล และทำให้ส่วนกลางของร่างกายเย็นลงอย่างรวดเร็ว วิธีการลดอุณหภูมิกายดังกล่าว ควรหยุดเมื่ออุณหภูมิแกนซึ่งวัดทางทวารหนักลดลงถึง 40 องศาเซลเซียส เพราะหากยังคงดำเนิน วิธีการทำให้เย็นต่อไปจนต่ำกว่าอุณหภูมิดังกล่าวนี้ มักทำให้เกิดภาวะอุณหภูมิต่ำเกินไปได้ การล้างช่องเยื่อบุท้องด้วยน้ำแข็งก็มี

ข้อห้ามสัมพัทธ์ในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์หรือเคยได้รับการผ่าตัดช่องท้องมาก่อน

5. การทำให้เย็นโดยอาศัยการระเหยของน้ำทำได้ด้วยการถอดเสื้อผ้าของผู้ป่วยออกให้หมด แล้วเช็ดตัวผู้ป่วยให้ทั่วด้วยผ้าชุบน้ำ หมาดๆ หรือใช้กระบอกพ่นละอองน้ำ พรมให้ทั่วตัวผู้ป่วย ซึ่งอาจใช้กระบอกพลาสติก เช่นเดียวกับการพรมน้ำเสื้อผ้าเตรียมรีด ตั้ง พัดลมให้เป่าที่ตัวผู้ป่วยโดยตรงตลอดเวลา อย่าปกคลุมตัวผู้ป่วยด้วยผ้าแล้วทำให้เปียก เนื่องจากจะขัดขวางการระเหยของน้ำจาก ผิวหนัง

6. พบว่ามีภาวะแทรกซ้อนเพียงสองอย่างเท่านั้นที่อาจเกิดได้จากการทำให้เย็น โดยอาศัยการระเหยของน้ำ คือการสั่น และไม่สามา รถติดอิเลคโทรดที่ผิวหนังด้านหน้าของผู้ป่วยได้ อาการสั่นสามารถบำบัดได้ด้วยการให้ยาเบนโซไดอะซีปีนเข้าหลอดเลือดดำ และ อิเลคโทรดสามารถติดที่ด้านหลังตัวผู้ป่วยได้

โรคและภาวะแทรกซ้อน

1. แม้ในผู้ป่วยที่อายุน้อย และมีสุขภาพดีมาก่อนก็อาจพบภาวะหัวใจวาย, ปอดบวมน้ำ และการทรุดลงของระบบหัวใจ และหลอด เลือด ในทุกอายุการมีภาวะความดันโลหิตต่ำ, ปริมาณเลือดออกจากหัวใจลดลง และการลดลงของหทัยดัชนี บ่งชี้ถึงการพยากรณ์ โรคที่แย่ ในกรณีดังกล่าวนี้ อาจมีความจำเป็นต้องใช้สายสวนหลอดเลือดใหญ่ เพื่อประเมินการให้สารน้ำอย่างเหมาะสม

2. ความผิดปกติของตับ และไตอาจพบได้ในผู้ป่วยโรคลมแดด อุณหภูมิที่สูงอาจก่อให้เกิดภยันตรายได้โดยตรง ก่อให้เกิดกสรตาย ของเซลล์ เป็นผลให้ตรวจพบการทำงานของตับผิดปกติได้ แต่มักไม่ใคร่พบว่าเป็นดีซ่าน การตรวจปัสสาวะมักพบเม็ดเลือดแดงใน ปัสสาวะที่ตรวจพบได้ในกล้องจุลทรรศน์ พบโปรตีนในปัสสาวะได้อย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนด้วยภาวะพร่องปริมาตร และมีปริมาณเลือดที่ไปสู่ไตลดลง อาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ โรคลมแดดที่เกิดจากการออกกำลังกายมักแทรกซ้อนด้วย การสลายตัวของกล้ามเนื้อ บางครั้งมีภาวะมัยโอโกลบินในปัสสาวะอย่างมาก และมีภาวะไตวาย ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวนี้อาจไม่ ได้เกิด ในช่วงแรก แต่อาจพบได้ในหลายวันหลังจากการได้รับภยันตราย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการตรวจวัดระดับครีอะตินีนฟอสโฟ ไคเนส และการตรวจหน้าที่ไต เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง

3. การตรวจสภาพการแข็งตัวของเลือดอาจพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ระดับโปรธรอมบินในเลือดต่ำ และระดับไฟบริโนเจนในเลือดสูง

4. ความร้อนอาจทำภยันตรายต่อเยื่อบุหลอดเลือดทำให้เกร็ดเลือดเกาะกลุ่มเพิ่มขึ้น ผนังหลอดเลือดฝอยเปลี่ยนแปลงไป, โปรตีนใน พลาสมาถูกทำลายจากความร้อน ซึ่งเป็นผลให้ระดับโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดลดลง และอาจพบภาวะเลือดออกทั่ว ร่างกาย หรือภาวะสลายไฟบรินผิดปกติได้

การป้องกัน

1. เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมในกรณีที่จะต้องเผชิญสภาพอากาศร้อน โดยการออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย สัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพให้เคยชินกับอากาศร้อน

2. หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วงเวลา 10-15 นาฬิกา

3. ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรือออกกำลัง ควรดื่มน้ำให้ ได้ชั่วโมงละประมาณ 1 ลิตร หรือ 4-6 แก้วต่อชั่วโมง แม้ไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม

4. สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี

5. ใช้โลชั่นกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟตั้งแต่ 15 ขึ้นไป ก่อนออกจากบ้าน

6. สำหรับเด็กเล็ก และคนชราที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดยพยายามจัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อม หรือ ห้องที่มีอากาศระบายได้ดี ในเด็กอาจต้องกำหนดให้มีระยะพักระหว่างการเล่นทุกหนึ่งชั่วโมง และให้ดื่มน้ำหนึ่งแก้วในระหว่างพัก

7. อย่าเพิกเฉยต่อความรู้สึกร้อน หรือเหนื่อยเกินไปของเด็ก และคนชรา และอย่าปล่อยให้เด็ก หรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตาม ลำพัง

8. หลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกาย หรือต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรืออยู่กลางแดด เป็นเวลานานๆ

9. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และยาเสพติดทุกชนิด

ใส่ส้นสูงเสี่ยงทำร้ายสุขภาพ

ใส่รองเท้าส้นสูง เสี่ยงหัวใจหยุดเต้นไม่รู้ตัว

  • ผู้หญิง ส่วนใหญ่ชอบใส่รองเท้าส้นสูง รองเท้าแฟชั่น ส้นสูง เพราะใส่แล้วทำให้ดูมั่นใจสวยและยังทำให้ขาเรียวยาว แต่รู้ไหมการใส่รองเท้าส้นสูงนานๆ เสี่ยงเป็นเส้นเลือดขอด และเลยไปถึงเสี่ยงหัวใจหยุดเต้นอีกด้วย

 

  • เสียงเตือนจาก ดร.นพ.กิติพันธ์ วิสุทธารมณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ย้ำชัดว่า สาวๆที่นิยมใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ และต้องยืนเป็นเวลานานควรระวังปัญหาด้านสุขภาพ ที่อาจตามมาไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเส้นเลือดขอด, อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, โรคข้อนิ้วหัวแม่ เท้าเสื่อม, เป็นตาปลา และเล็บขบ นอกจากนี้ อาการเส้นเลือดขอดยังเป็นภัยเงียบ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาลิ่มเลือดหลุดไปที่หัวใจ

 

  • คุณหมอ อธิบายว่า เส้นเลือดขอดเป็นความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นกับเส้นเลือดดำ ทำให้ผนังเส้นเลือดดำหย่อนต เกิดได้กับเส้นเลือดดำที่อยู่ตื้น ขนาด 4-5 มิลลิเมตร บริเวณปลายเท้าและขาหนีบ รวมถึงเส้น เลือดดำขนาด 10-15 มิลลิเมตร ที่อยู่ลึกจนมองไม่เห็น ซึ่งหน้าที่หลัก ของเส้นเลือดดำคือ รับเลือดจากเส้นเลือดแดงที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ ส่งกลับเข้าสู่หัวใจ หากเกิดความผิดปกติกับเส้นเลือดดำ ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายจะทำงานได้ไม่สมบูรณ์ และส่งผลต่อโรคหัวใจ โดยตรง สำหรับความผิดปกติของเส้น เลือดดำบริเวณขา มักมีสาเหตุมาจากการ ยืนต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ยิ่งสาวๆ ที่ชอบใส่รองเท้าส้นสูง และต้อง ยืนเป็นเวลานานๆด้วยแล้ว ทำให้ขาต้องรับ บทหนัก และเกิดการกดทับ น่าเสียดายที่คนไข้ส่วนใหญ่มักมาพบแพทย์ เนื่องจากกังวลในเรื่องความสวยงาม แทนที่จะรักษาเส้นเลือดขอด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดหัวใจ

 

  • ดร.นพ.กิติพันธ์ ยังแนะนำว่า การจะรักษาให้หายขาดนั้นต้องรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้การรักษาทำได้ง่ายขึ้น อาทิ การยิงเลเซอร์สลายเส้นเลือดขอด ซึ่งทำได้เร็วและไม่เจ็บ ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการป้องกันระยะยาว สาวๆที่มีอาการปวดขา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคตั้งแต่เนิ่นๆ มิฉะนั้น อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต เพราะหากมีลิ่มเลือดไปอุดหัวใจเมื่อไหร่ จะส่งผลให้ไม่มีเลือดไหลเวียนกลับไปที่หัวใจและปอด ในที่สุดหัวใจก็จะหยุดเต้นกะทันหัน อย่างไรก็ดี ใช่ว่าคุณผู้หญิง จะหมดสิทธิ์ใส่รองเท้าส้นสูงถาวร เพียงแต่ต้องถนอมเท้าด้วยการแช่น้ำอุ่นประมาณ 10-15 นาที หรือทำสปาเท้าด้วยตนเอง โดยใช้มะขามเปียกขัดเท้า ตามด้วยสบู่ จากนั้นจึงใช้ แปรงสีฟันถูบริเวณรอยดำ แล้วใช้สำลีชุบโทนเนอร์ขัดบริเวณที่ด้าน

5 เทคนิคลดความอ้วนง่ายๆ แบบที่ทำได้จริง

สำหรับใครที่อยากมีหุ่นสวยด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาบอกกันเพื่อเอาใจสายลดน้ำหนักที่อยากจะมีเชพที่สวยงามด้วยการลดไขมันส่วนเกินโดยไม่ต้องรอนาน กับ 5 เทคนิคลดความอ้วนง่ายๆ  ยืนยันว่าทำได้จริงและเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

1. เดินขึ้นบันไดเป็นประจำ

การเดินขึ้นบันได ไม่ว่าจะเป็นบันไดที่ทำงาน บันไดของสะพานลอย หรือบันไดที่ไหนๆ ก็ตาม ก็ถือเป็นตัวช่วยที่ดีอย่างมากในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย ยิ่งทำเป็นประจำ ก็จะยิ่งทำให้สุขภาพดีขึ้น และช่วยทำให้น้ำหนักลดลงได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะเหนื่อยหน่อย แต่รับประกันได้ว่าเห็นผลที่น่าประทับใจแน่นอน

2. ดื่มน้ำให้เยอะขึ้น

สาวๆ ที่ไม่ชอบดื่มน้ำ หากอยากเห็นผลลัพธ์ของการลดความอ้วนที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ควรหันมาดื่มน้ำให้มากกว่าเดิม อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่มน้ำก็คือ หลังตื่นนอน และช่วงเวลากินอาหารในแต่ละมื้อ หากดื่มก่อนกินอาหารจะช่วยให้กินได้น้อยลง ซึ่งจะทำให้เห็นผลของน้ำหนักตัวที่ลดลงได้อย่างรวดเร็ว

3. งดมื้อดึกให้เป็นนิสัย

มื้อดึกเป็นศัตรูตัวฉกาจของการลดน้ำหนัก หากคุณอยากมีรูปร่างที่สมส่วนในระยะเวลาอันรวดเร็ว ควรงดกินมื้อดึกให้เป็นนิสัย หิวเมื่อไหร่ให้ดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยให้อิ่มได้ง่ายยิ่งขึ้น การงดมื้อดึกจะช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้นและทำให้หลับสบายมากขึ้นด้วย

4. เคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลา

การเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ จะช่วยให้เกิดกระบวนการเผาผลาญที่เหมาะสมมากขึ้น ทำให้พลังงานในแต่ละวันที่ได้รับจากการกินอาหารถูกเผาผลาญจนหมดไป ซึ่งจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการลดความอ้วน ดังนั้นใครที่มักจะนั่งๆ นอนๆ อยู่เฉยๆ ควรลุกขึ้นมาหาอะไรทำให้ร่างกายเกิดความเคลื่อนไหว เช่น ทำงานบ้าน, ออกกำลังกายลดน้ำหนัก จะทำให้ผอมได้เร็วขึ้นแน่นอน

5. เน้นโปรตีนในมื้อเช้า

มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่ร่างกายต้องการสารอาหารที่เหมาะสม การเลือกอาหารประเภทโปรตีน เช่น ไข่, นม, เนื้อสัตว์ในมื้อเช้า จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้คุณผอมได้เร็วขึ้น เพราะโปรตีนดีต่อสุขภาพ ดีต่อการเจริญเติบโตและเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับร่างกาย สาวๆ ที่ต้องการมีหุ่นที่สวยปัง ผอมตามใจสั่งได้อย่างรวดเร็ว ลองนำเอาเทคนิคลดน้ำหนักที่เรานำมาฝากวันนี้ไปใช้กันดู รับรองได้ว่าช่วยทำให้คุณผอมสวยได้ตามต้องการในระยะเวลาอันรวดเร็วอย่างแน่นอน

น้ำมะเขือเทศกล่อง เสี่ยงอ้วน!!

ปัจจุบันคนรักสุขภาพมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และเครื่องดื่มสุขภาพอย่างหนึ่งที่คนหันมาให้ความสนใจ คือ “น้ำมะเขือเทศบรรจุกล่อง” โดยเฉพาะสาวๆ ที่อยากมีสุขภาพผิวดีก็มักจะทานน้ำมะเขือเทศอยู่เป็นประจำ มะเขือเทศเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่เป็นจำนวนมาก มะเขือเทศ 1 ถ้วยตวง มีน้ำอยู่ประมาณ 124 กรัม มีสารเบต้า-แคโรทีน ลูทีน วิตามินซี ใยอาหาร โพแทสเซียม ทองแดง ฟอสฟอรัส แคลเซียม เหล็ก สารต้านอนุมูลอิสระโพลีฟีนอลและแมกนีเซียม รวมถึงมีโซเดียมในปริมาณที่ไม่มากด้วย

มะเขือเทศมีสารโพแทสเซียมค่อนข้างสูง จึงไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคไตหรือผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง โพแทสเซียมเป็นสารที่ช่วยในเรื่องของการหดละคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ สำหรับผู้ที่เป็นโรคไต ไตจะไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกได้อย่างที่ควรจะเป็น จะทำให้มีโพแทสเซียมคั่งในเลือดส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้อล้า หัวใจเต้นผิดปกติและอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

อ.นพ.กุลพงษ์ ชัยนาม หน่วยโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การที่ร่างกายของเราได้รับโพแทสเซียมในปริมาณที่เหมาะสม มีส่วนช่วยเรื่องของการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง หากเรามีร่างกายปกติไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการทำงานของไต ร่างกายจะขับโพแทสเซียมออกให้เหลือในปริมาณที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ปริมาณของน้ำมะเขือเทศที่พอดีต่อร่างกาย คือประมาณ 2 แก้ว

น้ำมะเขือเทศแบบกล่อง จะมีส่วนผสมของน้ำตาลและเกลืออยู่จำนวนหนึ่ง หากเราดื่มมากกว่าวันละ 2 กล่อง จะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลเกินพอดีในแต่ละวันทำให้เกิดโรคอ้วนได้ แนะนำว่าให้เราทานผักผลไม้ที่หลากหลาย การทานผลไม้หลากสีในทุกวันจะทำให้สุขภาพผิวดีได้ถาวรกว่า

สำหรับผู้หญิงการทานมะเขือเทศแบบสดๆ จะทำให้ได้รับวิตามินซีและใยอาหารจะช่วยให้ผิวพรรณดี เต่งตึง ส่วนผู้ชายการทานมะเขือเทศแบบปรุงสุกจะช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ อีกทั้งยังดีกว่าการทานน้ำมะเขือเทศแบบกล่องด้วย เพราะเราจะได้ทั้งใยอาหาร และสารอาหารอื่นๆ มากขึ้น