Archive ตุลาคม 2019

ปวดศีรษะไมเกรน ไม่ต้องพึ่งยาก็บรรเทาได้

อาการปวดศีรษะไมเกรนถ้าใครไม่เคยเจอกับตัวเอง หรือไม่ได้เป็นโรคนี้คงไม่รู้สึกถึงความทรมานของมัน บางคนอาการรุนแรงมากถึงขั้นทำอะไรไม่ได้เลยต้องพักรักษาตัว ทั้งหยุดเรียน ลางาน ส่งผลทั้งทายกายและจิตใจ ไมเกรนนี่เป็นตัวร้ายของใครหลายๆ คน จริงๆ

สาเหตุของอาการไมเกรนกำเริบอาจจะเกิดจากการกระตุ้นเหล่านี้ เช่น การนอนดึก นอนน้อย นอนมากเกินไป หรือความเครียดสะสม หรือแม้กระทั่งอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม อาจจะแสงจ้า กลิ่นฉุนกลิ่นเหม็น ฝุ่นควัน อากาศร้อน-เย็น แม้กระทั่งอาหารการกินก็ควรระวังหากทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีไทรามีนสูง คาเฟอีน แอลกอฮอล์ อาหารหมักดอง อาหารที่แปรรูปต่าง ๆ ก็อาจะกระตุ้นให้ปวดหัวไมเกรนได้ ทั้งนี้การรักษาที่คุ้นเคยเพื่อระงับอาการก็คงหนีไม่พ้นการทานยา แต่ทราบหรือไม่ว่ายังมีวิธีรักษาไมเกรนแบบที่ไม่ต้องพึ่งยาซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับใครหลาย ๆ คน ดังนี้

• บำบัดด้วยความร้อน-ความเย็น สามารถทำได้แม้อยู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็น การอาบน้ำร้อน-น้ำเย็นสลับกันไปมาประมาณ 5 นาที หรือพึ่งสมุนไพรด้วยการประคบร้อนที่ท้ายทอย-ประคบเย็นที่หน้าผาก สลับกันทุก ๆ 2-3 นาที

• นวดกดจุด กดบริเวณที่เป็นเนินเนื้อระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ ต่อมาเป็นการกดจุดบริเวณเท้า ใช้นิ้วกดบริเวณเนื้อที่อยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้โดยกดไปในทิศทางเข้าหาฝ่าเท้า ตำแหน่งสุดท้ายบริเวณคอด้านบน ใช้นิ้วกดไปในทิศทางย้อนขึ้นไปทางใต้กะโหลกศีรษะข้าง ๆ กระดูกต้นคอ

• อาหารการกินที่มีประโยชน์ต่อคนเป็นไมเกรน คือ พวกถั่วต่าง ๆ ผักใบเขียว เก๊กฮวย อาหารที่มีวิตามินบี ธาตุเหล็ก น้ำมันปลาที่มีกรดโอเมก้า 3 เป็นต้น จะช่วยบรรเทาอการปวดศีรษะลงได้

• นอนหลับพักผ่อน เพราะการนอนพักผ่อนจะช่วยให้ระบบเส้นเลือดและระบบกล้ามเนื้อมีการคลายตัวลดเกร็ง ทำให้อาการปวดศีรษะบรรเทาลงได้

• รักษาด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ HBO อันนี้ต้องเป็นตามสถานพยาบาลต่างๆ ที่มีห้องสำหรับปรับบรรยากาศ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถสูดหายใจเข้ารับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้หลอดเลือดสมองหดตัว ทำให้การไหลเวียนเลือดในสมองลดลง แต่มีการเพิ่มของออกซิเจนในสมองมากขึ้น มีผลต่อเส้นทางและสารสื่อประสาท ทำให้ลดอาการปวดศีรษะไมเกรนลงได้ เป็นทางเลือกที่มีความปลอดภัย โดยคนไข้จะได้รับการรักษาและการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตลอดการรักษา

อาร์ติโชก (Artichoke)สมุนไพรบำรุงตับเพื่ออาการเจ็บป่วยของตับโดยเฉพาะ

อาร์ติโชก (Artichoke) สมุนไพรรักษาอาการเจ็บป่วยของตับ    

อาร์ติโชก พืชวงศ์เดียวกันกับต้นทานตะวัน มีลักษณะดอกทรงกลมและเรียว  ประกอบด้วยกลีบมีเขียวเรียงซ้อนๆกัน คล้ายกับดอกบัวตอนพับกลีบ โดยดอกของอาร์ติโชกจะอยู่บริเวณใจกลางของดอก

เกษตรกรส่วนใหญ่จะจะเก็บดอกของอาร์ติโชกก่อนที่กลีบเลี้ยงจะบานเผยให้เห็นดอกจริงที่ซ่อนอยู่ข้างใน ส่วนใหญ่จะนำไปทำอาหารโดยตัดส่วนรอบๆที่แข็งออกให้หมด สามารถกินได้ทั้งสดและปรุงสุก นำไปต้มหรือนึ่งก็ได้ จิ้มกับเนย หรือมายองเนส หรือจะเป็นน้ำจิ้มอื่นๆ สามารถนำไปทำเป็นสลัดได้อีกด้วย กลีบเลี้ยงของอาร์ติโชกจะประกอบไปด้วยเส้นใยอินูลีน เป็นสารกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์ ที่ช่วยในการย่อยอาหาร ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ เหมาะสำหรับคนที่เป็นเบาหวาน มีสารที่ช่วยล้างสารพิษในร่างกายที่ชื่อว่าไซนาริน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการล้างสารพิษในร่างกาย ผู้ที่กินยารักษาโรคติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือใครที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลอยู่ ก็จะมีไตรกลีเซอไรด์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ไม่มีผลต่อตับอีกทั้งยังไม่มีผลอันตรายต่อตับเหมือนยาลดไขมันแบบธรรมชาติ ช่วยลดการเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร แก้อาหาร ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อได้อีกด้วย

สรรพคุณในการรักษาที่มากมาย ทำให้อาร์ติโชก ได้รับความนิยมจากทั่วทุกมุมโลกที่จะนำมาประกอบเป็นอาหารหรือใช้ทำเป็นยา Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ ตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ สมัยกรีก จะรับประทานเพื่อให้เจริญอาหาร คนยุโรปจะใช้เป็นยารักษาแก้ท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อย โรคดีซ่านและโรคตับ คนญี่ปุ่นจะใช้แก้ท้องอื่น ช่วยในการขับถ่าย แน่นท้องจากการบริโภคเนื้อสัตว์และอาหารชนิดอื่นๆที่ให้ไขมันสูงกว่าความจำเป็นต่อร่างกาย คนบราซิลจะใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคตับ โรคโลหิตจางและเบาหวาน โรคเกาท์ ส่วนประเทศไทยบ้านเราจะนำมารับประทานเพื่อบำรุงสุขภาพ ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักอาร์ติโชคซักเท่าไหร่ แต่หลังๆมานี้เริ่มมีจำหน่ายในรูปแบบ และเป็นส่วนผสมสำคัญต่างๆ อาจจะถูกผสมไว้ในยาปฏิชีวินะ หรือสมุนไพรชนิดเม็ดอีกด้วย

โรคความดันโลหิตสูง ภัยร้ายของคนในยุคปัจจุบัน

ความดันโลหิตสูง (Hypertension / High Blood Pressure) หรือที่นิยมเรียกกันง่ายๆ ว่า ความดันสูง เป็นปัญหาสุขภาพที่รบกวนใจคนจำนวนมาก จะบอกว่าป่วยก็ไม่เชิง ไม่ป่วยก็ไม่ใช่ จนได้รับสมญานามว่า “ฆาตกรเงียบ”

เพราะว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง มักไม่มีการแสดงอาการอะไรออกมาเลย แต่ถึงภายนอกจะดูปกติ ทว่า อวัยวะภายในร่างกายของผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง กลับกำลังถูกทำลายลงอย่างช้าๆ

ความดันโลหิตสูง คืออะไร เกิดจากอะไร?
เมื่อผนังหลอดเลือดแดงของเราหนาขึ้น จากการที่มีไขมันที่ไม่ดีไปเกาะตัวอยู่ จะทำให้ช่องทางในการส่งเลือดจากหัวใจไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ เล็กลง ทำให้ส่งเลือดได้น้อยลง และเพื่อให้ยังสามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามปกติ หัวใจของเราจึงต้องเพิ่มแรงดันในเลือดให้มากขึ้น เพื่อให้เลือดสามารถไหลผ่านช่องเล็กๆ แคบๆ เหล่านี้ไปได้ แรงดันในการส่งเลือดที่เพิ่มขึ้นนี่เอง ที่เรียกกันว่า ความดันโลหิตสูง

สภาวะเช่นนี้ จะทำหัวใจของเราต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา และส่งผลให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ผิดปกติไปอีกด้วย และเมื่อร่างกายแบกรับความผิดปกตินี้ไม่ไหวอีกแล้ว ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่างๆ ก็จะปรากฏตัวออกมาให้ได้เห็นกัน

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง คือ กรรมพันธุ์
หากในครอบครัวของคุณมีคนที่เป็นความดันโลหิตสูงอยู่ ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่า คุณจะเป็นความดันโลหิตสูงด้วย

นอกจากนี้ อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงก็คือ สภาพแวดล้อม หรือรูปแบบการใช้ชีวิตของเรานั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารรสจัด การอดนอน ความเครียด การดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย ต่างก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้ทั้งสิ้น

อะไรเป็นความเสียงที่มีผลช่วยเสริมทำให้ความดันโลหิตสูงได้บ้าง?

  1. มีคนในครอบครัวที่มีภาวะความดันโลหิตสูง
  2. มีไขมันในเลือดสูง (คอเลสเตอรอลสูง)
  3. มีน้ำหนักตัวที่เกินกว่าค่ามาตรฐาน
  4. ชอบสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  5. นอนดึกเป็นประจำ
  6. ชอบทานอาหาร “รสเค็ม”

ปัญหาสุขภาพที่เกิดจาก ความดันโลหิตสูง
ภาวะความดันโลหิตสูงระดับรุนแรงนั้น จะมีอาการแสดงที่ชัดเจน เช่น เลือดกำเดาไหล ตามองไม่เห็นชั่วคราว เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก เวียนหัว หรือปวดหัวตุบๆ แต่เนื่องจากอาการเหล่านี้ เป็นอาการที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงเท่านั้น จึงทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่า คุณเป็นความดันโลหิตสูงจริง หรือไม่ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจให้แน่ใจ

ในขณะเดียวกัน ภาวะความดันโลหิตสูงในระดับไม่รุนแรง จะไม่มีการแสดงความผิดปกติที่เห็นได้ชัดออกมา แต่ว่า มันก็สามารถทำให้อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายของคุณ เสื่อมสภาพลงได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่รู้ตัว และหากไม่ระวัง หรือไม่ได้มีการป้องกันที่เหมาะสม ก็อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงที่เสี่ยงต่อชีวิตของคุณได้

โดยโรคแทรกซ้อนร้ายแรงที่มีสาเหตุมาจากภาวะความดันโลหิตสูง คือ โรคในกลุ่ม NCDs หรือ non-communicable diseases หรือก็คือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค และไม่สามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ แต่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ อาหารไขมันสูง พักผ่อนไม่เพียง ขาดการออกกำลังหาย เครียดอยู่เสมอ เป็นต้น

การเกิดโรคในกลุ่ม NCDs มักจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยๆ สะสมอาการอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อมีอาการแสดงออกมา ก็รุนแรงจนแก้ไขอะไรแทบไม่ได้แล้ว และอาการของโรคจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน จึงจัดได้ว่าเป็นโรคเรื้อรังด้วยเช่นกัน

โดยตัวอย่างของโรค NCDs คือ
• โรคทางระบบหัวใจ และหลอดเลือด เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือด หัวใจวาย

• โรคหลอดเลือดสมอง

• โรคเบาหวาน

• โรคไตเรื้อรัง

• โรคอ้วนลงพุง

• โรคตับแข็ง

• โรคสมองเสื่อม

• ไตเสื่อมสมรรถภาพ

• อัมพฤกษ์ อัมพาต

วิธีรักษาโรคความดันโลหิตสูง ให้หายขาด
ต้องเริ่มทานยาความดันโลหิตสูงตามคำปรึกษาของแพทย์ เพราะ เมื่อออกกำลังกาย ความดันจะได้ไม่สูงขึ้นนั่นเอง

คุมอาหาร ลดอาหารที่ให้พลังงานลง ทั้งคาร์โบไฮเดรต และ ไขมัน โดยทานข้าวที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวสีดำพันธุ์ไรซ์เบอรี่ ข้าวกล้องงอกสีนิล ข้าวกล้อง เป็นต้น
โรคความดันโลหิตสูง ก่อให้เกิดโรคร้ายอันแสนน่ากลัวต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ใครที่เสี่ยงเป็นโรคนี้ ก็ควรรีบหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองให้ดีๆ กันด้วยนะคะ ส่วนคนที่เป็นไปแล้ว ก็ต้องยิ่งระวังมากขึ้นไปอีก เพื่อไม่ให้อาการลุกลามหนักขึ้น สิ่งสำคัญคือ อย่าลืมไปตรวจสุขภาพอยู่เสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้มีภาวะความดันโลหิตสูงซ่อนอยู่ จนทำให้ชีวิตต้องตกอยู่ในอันตรายโดยไม่รู้ตัว